Blog ยำ ยำ

เพราะมันคือการยำ ยำ หลายอย่างๆ พูดง่ายๆคือ blog ตามใจฉัน แต่มีสาระนะเออ!!
  • scissors
    ธันวาคม 19th, 2011adminไม่มีหมวดหมู่

    นำมาจากเว็บพันทิพคะ credit:มุตตา

    เข้าไปที่ www.ets.org/toefl ถ้ายังไม่มี log in ก็สร้างขึ้นมาอันนึง ให้เริ่มจองสอบประมาณ 1 เดือนครึ่ง – 2 เดือนล่วงหน้า จะได้มีสถานที่สอบให้เลือกเยอะ

    สถานที่สอบที่เราเคยสอบ คือ อาคารมณียา และ American Way School of English (AWE) ใกล้ เมเจอร์รัชโยธิน ดีทั้งสองนะ แต่ส่วนตัวชอบ AWE มากกว่าเพราะว่ามีที่จอดรถ (มณียา นั่ง BTS จะดีกว่า) ที่นั่งรอสบายกว่า มีน้ำกับโอวัลตินให้กินด้วย แต่ว่าที่นั่งสอบของมณียาเป็นส่วนตัวมากกว่า ของ AWE เป็น partition ก็จริง แต่นั่งใกล้ชิดติดกันมากก ชนิดที่คนข้างๆ ทำ speaking อยู่ถ้าเราไม่ตั้งสติให้ดี ก็เสียศูนย์ไปเลย
    อุปกรณ์การสอบดีหมดทั้งสองที่ แต่ถ้าเป็นมณียาเชื่อได้ว่าไม่มีปัญหาเรื่องการโหลดข้อสอบ (เราเคยโดนเลื่อนสอบครั้งนึงที่จามจุรีสแควร์เพราะศูนย์สอบโหลดเทสต์ไม่ผ่าน) ส่วนที่ AWE มีคนสอบวันเดียวกันเครื่องคอมพ์มีปัญหาค่ะ

    …………………………………………………………………………………………..

    จองสอบและจ่ายเงินเรียบร้อย เตรียมตัวให้พร้อมนะคะ ก่อนวันสอบหนึ่งวัน ถ้าสอบเช้า คืนนั้นไม่ควรอ่านหนังสือหรือนอนดึก นอนน้อยสมองไม่แล่นนะคะ ต่อให้เตรียมตัวดีหรือเก่งขนาดไหนคะแนนก็ห่วยได้ค่ะ ถ้านอนไม่พอ

    อย่าลืม Passport หรือบัตรประชาชนที่มีชื่อภาษาอังกฤษ (แนะนำว่าควรใช้ Passport ค่ะ)
    ไปถึงที่สอบ ก่อนเวลาสอบอย่างน้อย 1 ชั่วโมง หาอะไรไปทำด้วยก็ดี ฆ่าเวลา เราแนะนำหนังสือพวกปริศนาลับสมองค่ะ ช่วยกระตุ้นเซลล์สมองและความคิดดีมากๆ

    ทำไมต้องไปเร็ว?

    เพราะว่าไปเร็ว จะได้เข้าห้องสอบเร็ว สอบ reading กับ listening เสร็จก่อน และได้เริ่มทำ speaking ก่อนคนอื่นๆ อย่าให้เสียงคนอื่นมาป่วนเราค่ะ เราต้องเป็นฝ่ายป่วนเขา 555

    วันสอบกินอะไรดี?

    ไม่แนะนำเครื่องดื่มที่มีคาเฟอีน เพราะจะทำให้อยากเข้าห้องน้ำบ่อยๆ กินพวกโปรตีนดีที่สุดค่ะ เสริมสร้างเซลล์สมองดีนักหละ พวกนม ขนมปัง ติดกระเป๋าไปด้วยนะคะ เผื่อหิวระหว่างเบรก หยิบมากินได้เลย

    เพิ่มเติมอีกอย่าง ควรเตรียมเสื้อกันหนาวไปเผื่อ ห้องสอบหนาวทุกที่เลยค่ะ ทำร่างกายให้อบอุ่นไว้จะได้ไม่เสียสมาธินะคะ
    ต่อด้วยเรื่องของคะแนน ซึ่งจะออกมาภายใน 2 อาทิตย์

    กรณีที่มั่นใจว่าสอบรอบเดียวผ่าน พอจองสอบปุ๊บ ให้เข้าไปเลือกมหาวิทยาลัยที่จะส่งคะแนนได้เลยค่ะ ETS ส่งให้ฟรี 4 ที่ ถ้ารอให้สอบผ่านไปแล้วมาเลือก ไม่ฟรีแล้วนะคะ เสียเงินที่ละ $17 โหดใช่ย่อยเลย

    คะแนน iBT เท่าไหร่จึงจะเรียกว่าดี

    แล้วแต่มหาวิทยาลัยที่สมัครเรียนนะคะ ถ้าทั่วๆไป ควรจะมากกว่า 78 (550 pBT) มหาวิทยาลัยระดับดีก็ 90 ขึ้นไป แต่ถ้าเป็น Top 10 แนะนำว่าควรเกิน 100 (600 pBT)

    หมายเหตุ คะแนนตามที่ว่านี้ เป็นคะแนนระดับที่มหาวิทยาลัยเห็นแล้วไม่ reject ใบสมัครเรานะคะ ไม่ใช่ใบรับประกันว่าคุณจะได้เรียนแน่ๆ มันมีองค์ประกอบอีกหลายอย่างเชียวค่ะ

    หนังสือที่แนะนำให้อ่าน

    สำหรับคนที่จะอ่านหนังสือสอบเอง แนะนำสองเล่มนี้ค่ะ

    ถ้ามีเวลามาก (2 เดือนขึ้นไป) : Barron’s TOEFL iBT with CD-ROM and 2 Audio CDs

    http://www.amazon.com/Barrons-TOEFL-CD-ROM-Audio-CD-Rom/dp/0764196987

    หนังสือ TOEFL ของ ETS ก็ดีเหมือนกันค่ะ แต่ Model Test ให้มาน้อยกว่า

    ถ้ามีเวลาน้อย (1 เดือนหรือน้อยกว่านั้น) : Pass Key to the TOEFL iBT with Audio CDs

    http://www.amazon.com/Pass-TOEFL-Audio-Barrons-Toefl/dp/0764197010/ref=pd_sim_b_44

    เล่มนี้เจิดมากสำหรับคนที่ไม่มีเวลา ตอนเราสอบก็ใช้เล่มนี้กับทำ Test เอาเป็นเอาตาย ช่วยได้จริงๆ ค่ะ

    จบแล้วสำหรับ TOEFL นะคะ ขาดตกบกพร่องยังไง ขออภัยด้วยค่ะ เขียนจากความทรงจำล้วนๆ

    Tags:
  • scissors
    ธันวาคม 18th, 2011adminนานาสาระ

    นำมาจากเว็บพันทิพคะ credit:มุตตา

    ควรสอบ IELTS หรือ TOEFL

    เริ่มจากสำรวจตัวเองก่อนค่ะ ว่าอยากจะไปเรียนที่ไหน ถ้าสนใจอังกฤษ ออสเตรเลีย หรือนิวซีแลนด์ ก็สอบ IELTS ถ้าคิดว่าอเมริกาคือจุดมุ่งหมาย สอบ TOEFL ค่ะ

    ในกรณีที่มีมหาวิทยาลัยในดวงใจแล้ว และมหาวิทยาลัยรับคะแนนทั้งสองตัว จะสอบอะไรดี?

    ช่วงเราสมัครเรียนปริญญาโท เราสอบทั้งสองอย่าง เพื่อดูว่าได้คะแนนอะไรมากกว่า จะได้ส่งอันนั้น
    ถ้าอยากเลือกสอบเพียงอย่างเดียว แนะนำว่าให้ลองสำรวจว่า ข้อสอบแบบไหนถูกจริตมากกว่า ทำได้ดีกว่า ด้วยการลองทำ Practice Test ของทั้งสองแบบนะคะ

    จะลงเรียนภาษาเพื่อเตรียมตัวสอบดี หรือจะอ่านเองดีล่ะ

    ค่าเรียนคอร์ส TOEFL กับ IELTS ก็โหดไม่ใช่น้อยนะคะ ล่าสุดน้องชายไปลงเรียนที่ British Council ก็เหยียบหมื่น TOEFL ในบางสถาบันก็ราคาแพงกว่านั้น แต่ถ้าคิดว่าอ่านเองคงเหลว ก็ควรเรียนก่อนสอบสัก 2 – 3 เดือน แล้วแต่ความยาวของคอร์สด้วย

    สำหรับคนเลือกสอบ IELTS อาจจะมีทางเลือกมากกว่า เราเคยลงเรียน Test Tips and Practice Course ของ IDP ใช้ระยะเวลาเรียนแค่ 2 อาทิตย์ (เสาร์-อาทิตย์รวมกัน 4 วัน) เพื่อให้ได้แนวข้อสอบ Tips และ Tricks ต่างๆ ซึ่งเป็นวิธีที่ดีสำหรับคนที่ไม่มีเวลาอ่านหนังสือเองค่ะ

    ข้อดีของการลงเรียนกับโรงเรียนภาษา คือมีคนให้ถาม มีอาจารย์ตรวจการเขียนและปรับการพูดให้ ดังนั้น เราไม่แนะนำคนที่อ่อนด้านการเขียนกับพูดให้อ่านหนังสือเองค่ะ

    …………………………………………………………………………………………….

    ขอพูดถึงการสอบ TOEFL internet-based test (iBT) ก่อนนะคะ

    เราเคยสอบทั้งหมด 2 ครั้ง ครั้งแรกเมื่อ 3 ปีที่แล้วเพื่อใช้สมัครเรียนปริญญาโท และครั้งที่ 2 เมื่อเดือนตุลาคมที่ผ่านมา สำหรับสมัครเรียนปริญญาเอก เราพบว่าข้อสอบทั้งสองครั้งมีความแตกต่างกันน้อยมากค่ะ (แต่คะแนนทั้งสองครั้งต่างกันเยอะอยู่ 555)

    ลักษณะข้อสอบ

    TOEFL ประกอบด้วยข้อสอบ 4 ส่วน เรียงตามลำดับการสอบ คือ Reading, Listening, Speaking, Writing

    Reading

    เป็นข้อสอบส่วนแรก ประกอบด้วยบทความ 3 – 5 บทความ (แล้วแต่ว่าจะเจอข้อสอบวิจัยในส่วนนี้หรือไม่ ถ้าไม่เจอ คือสอบแค่ 3 บทความ แต่ถ้าเจอก็ 5บทความ) แบ่งการสอบออกเป็น 2 ส่วนหลักๆ ส่วนแรกมี 1 บทความ ให้เวลา 20 นาที ส่วนที่ 2 มี 2 บทความ ให้เวลา 40 นาที ถ้ามีข้อสอบวิจัย จะมาเป็นส่วนที่ 3 มี 2 บทความ ให้เวลา 40 นาทีเหมือนส่วนที่ 2 รวมระยะเวลาในการสอบ reading 60 นาที (100 นาที ถ้ามีข้อสอบวิจัย)

    ตัวบทความ เป็นบทความเชิงวิชาการเกี่ยวกับวิทยาศาสตร์ และสังคมศาสตร์ ตัวอย่างบทความที่เคยเจอ คือ ภูมิศาสตร์ (เรื่อง เปลือกโลก และแหล่งน้ำ) ดาราศาสตร์ (เรื่อง พระอาทิตย์ และต้นกำเนิดจักรวาล) ชีววิทยา (เรื่อง ไดโนเสาร์ และแมลงกินผลไม้) ประวัติศาสตร์ (เรื่อง การขนส่งในอเมริกายุคไอน้ำ) โบราณคดี จิตวิทยา วรรณกรรม

    สรุป มีทุกแนว และขึ้นอยู่กับดวง เราเรียนสายวิทยาศาสตร์และวิศวกรรมตอนปริญญาตรี ได้ข้อสอบแนวดาราศาสตร์กับชีววิทยาเลยพอรอดตัวไปได้

    ความยาวของบทความประมาณ 25 – 35 บรรทัด 5 – 6 ย่อหน้า ศัพท์ที่ใช้เป็นศัพท์ทั่วๆ ไป มีคำยากๆ หลงมาซึ่งจะใช้เป็นคำถามด้วย ย่อหน้าละ 3 – 5 คำ

    ลักษณะคำถาม ได้แก่ ใจความสำคัญของเรื่อง การตีความ ความหมายของศัพท์ การใช้สรรพนามว่า refer ถึงอะไร การเรียบเรียงประโยคใหม่ให้คงความหมายเดิม การแทรกประโยคลงในที่ที่เหมาะสม เป็นต้น หนึ่งบทความจะมีคำถาม 12 – 14 คำถาม

    คำตอบ เป็นแบบเลือกตอบทั้งหมด โดยมากข้อละ 1 คะแนน ยกเว้นข้อสุดท้าย ซึ่งถามใจความสำคัญทั้งหมดของบทความ มี 2 คะแนน ต้องเลือกตอบ 3 จาก 6 ตัวเลือกให้ถูกทั้งหมด

    ข้อสอบที่มี 2 คะแนนอีกแบบ อยู่ในบทความส่วนที่ 2 มักจะมีตัวเลือกให้ 6 – 10 ตัวเลือก ลักษณะคล้ายๆ ข้อสอบ Matching ต้องเลือกตอบให้ถูกทั้งหมดเช่นกัน ผิดแค่ตัวเลือกเดียวจะไม่ได้คะแนนเลย

    Tips สำหรับ Reading
    1. ฝึกทำข้อสอบโดยการจับเวลา
    2. เวลาทำข้อสอบ ให้ข้ามไปอ่านคำถามก่อน แล้วมาหาคำตอบจากบทความ ซึ่งในคอมพิวเตอร์จะแสดงอยู่ข้างๆ คำถามเลย เพราะข้อสอบจะเรียงตามเนื้อหาของบทความ ซึ่งแต่ละย่อหน้าจะมีคำถาม 1 – 3 คำถาม ใช้วิธีนี้จะทำข้อสอบได้เร็วกว่าการอ่านบทความก่อนแล้วไปตอบทีละข้อ

    เราใช้วิธีนี้ทำข้อสอบ ได้คะแนนส่วนนี้ 29/30

    Listening

    ประกอบด้วยข้อสอบ 2 ส่วนใหญ่ๆ (3 ส่วน ถ้าเจอข้อสอบวิจัยในส่วนนี้) แต่ละส่วนจะมีบทสนทนา 1 บท การบรรยายหรือเลกเชอร์ที่อาจารย์บรรยายอย่างเดียว 1 เลกเชอร์ และเลกเชอร์ที่อาจารย์กับนักเรียนมีการแลกเปลี่ยนความเห็นกัน 1 เลกเชอร์ ระยะเวลาในแต่ละส่วนประมาณ 30 นาที รวมระยะเวลาสอบทั้งหมด 60 นาที (90 นาทีถ้ามีข้อสอบวิจัย)

    บทสนทนา มักจะเป็นบทสนทนาระหว่างนักเรียนด้วยกันเอง ระหว่างนักเรียนกับเจ้าหน้ามหาวิทยาลัย หรือนักเรียนกับอาจารย์ มีคำถาม 5 – 6 ข้อ
    คำถามในส่วนนี้ไม่ค่อยมีคำถามประเภทท่องจำ ส่วนใหญ่จะเป็นคำถามที่วัดความเข้าใจในบทสนทนาของผู้สอบ และอาจจะมีคำถามเกี่ยวกับอารมณ์ความรู้สึกของคนในบทสนทนานั้นๆ ด้วย

    การบรรยายทั้งสองตัว ไม่ค่อยต่างกันมากนัก และคำถามในส่วนนี้ มีคำถามวัดความจำบ้างแต่ไม่ละเอียดหรือลงลึกเท่าไหร่ ส่วนใหญ่จะเป็นคำถามที่วัดความเข้าใจในบทเรียน และการตีความคำพูดหรือปฏิกิริยาของอาจารย์/นักเรียนในห้องเรียนมากกว่า

    คะแนนของคำถามแต่ละข้อ โดยมากเป็นแบบ 1 คะแนน สำหรับคำถามข้อที่มี 2 คะแนนแบ่งเป็น 2 แบบ คือ แบบให้เลือกตอบมากกว่า 1 คำตอบ และแบบให้กาข้อถูกในตาราง ซึ่งต้องตอบถูกต้องทั้งหมดจึงจะได้คะแนน

    Tips สำหรับ Listening
    1. ฝึกทำข้อสอบโดยการจับเวลา
    2. ตั้งใจฟังให้มากที่สุด อย่าจดทุกอย่างที่ได้ยิน ให้จดเฉพาะที่สำคัญจริงๆ เท่านั้น เพราะการฟังไปจดไปจะเป็นการแบ่งสมาธิของเราเอง เมื่อเริ่มจดจริงจัง จะทำให้ฟังไม่ทันและอาจจะพลาดส่วนที่สำคัญไป
    เราใช้วิธีนี้ คะแนนอยู่ที่ 26/30 ค่ะ

    จบจากสอบสองส่วนนี้ มีเบรกให้ 10 นาที เข้าห้องน้ำได้ แต่ใช้อุปกรณ์สื่อสารไม่ได้นะคะ

    Speaking

    มีทั้งหมด 6 คำถาม โดยเป็น Independent task 2 คำถาม และ Integrated task 4 คำถาม ดังนี้

    ข้อ 1 เป็นคำถามเกี่ยวกับเรื่องรอบๆ ตัว เช่น ให้อธิบายคุณสมบัติของสิ่งต่างๆ โดยให้เวลาเตรียมตัว 15 วินาที และเวลาตอบ 45 วินาที

    ข้อ 2 เป็นคำถามให้แสดงความเห็นเกี่ยวกับเรื่องรอบๆ ตัว เช่น ให้เลือกระหว่างการอ่านหนังสือพิมพ์กับการดูข่าวโทรทัศน์พร้อมเหตุผลประกอบ โดยให้เวลาเตรียมตัว 15 วินาที และเวลาตอบ 45 วินาที

    ข้อ 3 เป็นข้อสอบที่ใช้ทักษะการอ่านและการฟัง โดยให้เวลาอ่านเรื่อง 45 วินาที (ต้องทำโน้ตย่อ เพราะ text จะไม่กลับมาอีก) และฟังบทสนทนาสั้นๆ (ทำโน้ตย่อด้วย) คำถามจะเกี่ยวกับความเห็นของผู้พูดคนใดคนหนึ่งจากบทสนทนา โดยให้เวลาเตรียมตัว 30 วินาที และเวลาตอบ 60 วินาที

    ข้อ 4 เป็นข้อสอบที่ใช้ทักษะการอ่านและการฟัง โดยให้เวลาอ่านเรื่อง 45 วินาที (ต้องทำโน้ตย่อ เพราะ text จะไม่กลับมาอีก) และฟังการบรรยายสั้นๆ (ทำโน้ตย่อด้วย) คำถามจะให้บรรยายเกี่ยวกับข้อมูลจากทั้งบทความและการบรรยาย โดยให้เวลาเตรียมตัว 30 วินาที และเวลาตอบ 60 วินาที

    ข้อ 5 เป็นข้อสอบที่ใช้ทักษะการฟังเพียงอย่างเดียว โดยเป็นบทสนทนาระหว่างนักเรียนกับเพื่อน หรืออาจารย์ ซึ่งจะพูดถึงปัญหาและวิธีที่ผู้พูดคิดว่าจะใช้ในการแก้ปัญหา 2 วิธี คำถามจะให้บรรยายถึงปัญหา วิธีการแก้ไขทั้งสองแบบ ทางเลือกที่ผู้พูดเลือก พร้อมเหตุผลประกอบ โดยให้เวลาเตรียมตัว 20 วินาที และเวลาตอบ 60 วินาที

    ข้อ 6 เป็นข้อสอบที่ใช้ทักษะการฟังเพียงอย่างเดียว โดยเป็นการบรรยายในห้องเรียน ซึ่งจะพูดถึงเนื้อหาที่เรียนและตัวอย่าง/แนวทางในการเรียนการสอน คำถามจะให้บรรยายถึงใจความสำคัญของการบรรยาย และยกตัวอย่าง/ทางเลือกประกอบ โดยให้เวลาเตรียมตัว 20 วินาที และเวลาตอบ 60 วินาที

    รวมระยะเวลาในการสอบทั้งหมด 20 นาที

    Tips สำหรับ Speaking
    1. ฝึกให้มากที่สุดเท่าที่จะทำได้ โดยการอัดเสียงของตัวเองเวลาตอบเอาไว้ แล้วเปิดฟังเพื่อปรับปรุงการพูด โดยระหว่างเตรียมและตอบให้จับเวลาด้วย เนื่องจากมีโอกาสสูงมากที่จะพูดเกิน หรือพูดน้อยไป
    2. เวลาสอบจริง อย่าตกใจถ้าได้ยินเสียงแทรกจากรอบตัว สนใจแต่ข้อสอบเท่านั้น ไม่ต้องรีบพูด พูดช้าๆ ชัดๆ ให้ถูกต้อง
    เราใช้วิธีนี้ คะแนนอยู่ที่ 23/30 ค่ะ (น้อยสุดใน 4 Part เลย คิดว่าเป็นส่วนที่ยากที่สุดแล้วหละ)

    Writing

    มีข้อสอบ 2 ข้อ
    ข้อแรกเป็น integrated task ให้เวลา 20 นาที ใช้ทักษะการอ่านและการฟัง โดยจะมี text ให้อ่านภายในระยะเวลา 3 นาที และฟังบรรยายสั้นๆ ซึ่งเป็นหัวข้อเดียวกันกับ text แต่จะมีความเห็นคนละแบบ (ส่วนมากถ้า text บอกว่าเชื่อถือได้ บทบรรยายจะหาเหตุผลมาหักล้าง) หลังจากฟังจบ text จะกลับมา และให้เราเริ่มเขียนได้ ความยาวของคำตอบควรอยู่ระหว่าง 150 – 225 คำ

    ข้อที่สองเป็น independent task ให้เวลา 30 นาที เป็นการแสดงความเห็นและประสบการณ์ส่วนตัว โดยมากคำถามจะให้มาสองทางเลือก (เช่น เห็นด้วยหรือไม่) เราเขียนตอบโดยเลือกทางเลือกใดทางเลือกหนึ่ง พร้อมยกเหตุผลประกอบ ความยาวของคำตอบควรอยู่ระหว่าง 300 – 350 คำ

    รวมระยะเวลาในการสอบ 50 นาที

    Tips สำหรับ Writing
    1. ไม่ต้องใช้ tense เลิศเลอมาก แค่ Present Simple tense, Past Simple tense และ Present Perfect tense ก็พอแล้ว อย่าเยอะ
    2. การทำข้อสอบข้อแรกในส่วนของการอ่าน text ไม่ต้องจดประเด็นครบ (เพราะ text จะกลับมาอีก) แต่ให้จดประเด็นใหญ่ๆที่คิดว่าจะโดนหักล้างแน่ๆ ไว้ เว้นที่ข้างๆ แต่ละประเด็นสำหรับเขียนประเด็นหักล้างในส่วนของบทบรรยาย วิธีนี้จะทำให้ไม่งงเวลาเขียนตอบและไม่เสียเวลาเรียบเรียงความคิดใหม่ด้วย
    3. การทำข้อสอบข้อหลัง ต้องเลือกทางเลือกให้ชัดเจน เช่นถ้าโจทย์ถามว่าเห็นด้วยหรือไม่ ต้องตอบทางใดทางหนึ่ง อย่าตอบคลุมเครือ เหตุผลที่ยกมาประกอบควรมีไม่ต่ำกว่า 3 ข้อ และต้องเป็นเหตุผลที่หนักแน่น เชื่อถือได้
    4. อย่าเขียนเกินจำนวนคำที่กำหนด เยอะไปไม่ดี คนตรวจไม่ชอบ
    เราใช้วิธีนี้ คะแนนอยู่ที่ 29/30 ค่ะ

    Tags:
  • scissors
    มีนาคม 15th, 2011adminนานาสาระ

    ที่เอามาให้โหลดนี้เป็นบทความภาษาอังกฤษ ในส่วนของ Reading ที่เคยใช้ในการสอบตรงของ นิติ มธ. โดยคนที่เข้าสอบ ได้จำบทความมาsearch หาเอาในเน็ตอีกที อยากให้คนที่ตั้งใจจะสอบ นิติ มธ. ได้ดูไว้เป็นแนวว่าความยากง่ายของ Reading ประมาณไหน ที่ผ่านมาบทความที่นำมาออก มักนำมาจาก Times Magazine ไม่ก็ The economist  แล้วก็มีจากที่อื่นบ้าง แล้วแต่ปี แต่อยากให้ดูเป็นแนวๆไว้ว่าข้อสอบ Reading มันจะความยากประมาณหนังสือพวกนี้

    How ants navigate

    Examination Cheating in Vietnam

    Cost of food & Russia Elections

    Cathey Pacific Flight School

    Obesity&Global Warming

    Tags: ,
  • scissors

    Credit:Flowery @pantip

    Tags: